ตลาดกุ้งสมุทรสาครปิดให้บริการ 1 วัน หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19

จากกรณีเมื่อช่วงเย็นวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครได้นำทีมออกแถลงข่าวว่าในพื้นที่ของจังหวัดได้พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นเพศหญิง สัญชาติไทย อายุ 67 ปี ทำอาชีพค้าขายปลาอยู่ในตลาดกุ้งจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2563 ด้วยอาการปวดเมื่อยตามลำตัว จมูกไม่ได้กลิ่น และได้มีการยืนยันผลว่าพบเชื้อโควิด-19 เมื่อช่วงเย็นวานนี้

ตลาดกุ้งสมุทรสาครปิดให้บริการ 1 วัน หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19
www.thairath.co.th

ซึ่งล่าสุด ทางเทศบาลนครสมุทรสาคร และทีมสาธารณะสุขได้ร่วมมือกันทำความสะอาดบริเวณตลาดกุ้งสมุทรสาครที่มีการพบคนติดโควิด-19 อีกทั้งทางตลาดกุ้งก็ได้ให้ความร่วมมือในการปิดสถานที่จำหน่ายเป็นเวลา 1 วัน คือวันที่ 18 ธันวาคม 2563 (วันนี้) และปิดในส่วนของแพปลาที่พบโรคเป็นเวลา 3 วัน

และทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค ซึ่งจะประกอบไปด้วย สำนักงานสาธารณะสุขจังหวัดสมุทรสาคร โรงพยาบาลสมุทรสาคร และกรมควบคุมโรค รวมไปถึง อสต. (อาสาสมัครต่างด้าว) ได้ดำเนินการตามมาตรบษนสาธารณสุขด้วยการจัดกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงดำเนินการสอบสวนโรคต่อไป

ในการนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยนายแพทย์สาธารณสุข ได้ร่วมกันแถลงผลสอบสวนเบื้องต้นหญิงวัย 67 ปี ที่ติดเชื้อโควิด-19  โดยมีไทม์ไลน์ ดังนี้

13 ธันวาคม 2563

  • หญิงไทยวัย 67 ปี เริ่มมีอาการปวดเมื่อยตามลำตัวและจมูกไม่ได้กลิ่น

16 ธันวาคม 2563

  • เวลา 18.00 น. ผู้ป่วยได้เดินทางมารักษาที่แผนกผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จากนั้นทีมแพทย์ได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยกลับที่พักเพื่อรอฟังผล
  • เวลา 22.00 น. ผลตรวจยืนยันพบเชื้อโควิด-19

17 ธันวาคม 2563

  • เวลา 02.30 น. ผู้ป่วยแยกมากักตัวที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร
  • เวลา 08.00 น. ส่งผลตรวจยินยันอีกครั้งที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 5 สมุทรสงคราม พบเชื้อโควิด-19
ตลาดกุ้งสมุทรสาครปิดให้บริการ 1 วัน หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19
www.prachachat.net

ทั้งนี้ พบว่าผู้ป่วยหญิงอายุ 67 ปี รายนี้ ได้ขายของประจำอยู่ที่แพกุ้ง ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 11.00 น. ของทุกวัน มีผู้สัมผัสใกล้ชิด จำนวน 3 คน คือ ลูกชายคนที่ 1 อายุ 39 ปี ลูกจ้างพม่าชาย 2 คน อายุ 40 และ 48 ปี ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามมาเก็บตัวอย่างและกักกันโรค

ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ 8 ราย ที่อยู่ในช่วงเวลาที่หญิงอายุ 67 ปี เดินทางไปรักษาในช่วงแรก ได้เข้ารับการตรวจเชื้อเบื้องต้นพบว่าไม่พบเชื้อโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ผู้สัมผัสใกล้ชิดคนอื่น ๆ ในครอบครัว ซึ่งได้แก่ ลูกชายคนที่ 2 และเพื่อลูกผู้ชายเพศหญิง ได้เข้ารับการตรวจเชื้อเบื้องต้นก็ไม่พบเชื้อโควิด-19 เช่นกัน แต่ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังโรคอยู่ที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร

ขณะที่มารดาที่ป่วยติดเตียง น้องชายของผู้ป่วย น้องสะใภ้ พี่สาวคนโต และแม่บ้าน ยังอยู่ในระหว่างรอผล โดยให้กักตัวอยู่ที่บ้านพักทั้งหมด

นอกจากนี้ยังเน้นย้ำโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชนให้เพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังผู้ที่เข้าเกณฑ์เสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเดินทางไปยังแพปลา แพกุ้งที่เดียวกับผู้ป่วยในช่วง 14 วันที่ผ่านมา

และถึงแม้ว่าประชาชนไม่ได้เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง แต่ทุกคนก็ยังคงต้องรักษามาตรการป้องกันส่วนบุคคลไว้ตามเดิม ได้แก่ สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างทางสังคม ทำความสะอาดพื้นผิวให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ขอบคุณ : Sanook

ดีแทค เตรียมส่ง SMS ให้ลูกค้าที่ไม่ได้รับ OTP พร้อมชดเชย 3,500 บาท

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติให้กระทรวงการคลังเปิดให้ประชาชนได้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 2 เนื่องจากโครงการคนละครึ่งครั้งที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับและได้รับความสนใจ ทั้งจากประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี โดยในรอบนี้ได้มีการปรับวงเงินเพิ่มจาก 3,000 บาท เป็น 3,500 บาท ตลอดระยะเวลาของโครงการ

ซึ่งจากการเปิดให้ลงทะเบียนนั้นก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่าขั้นตอนในการทำค่อนข้างล่าช้า ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดความล่าช้านั้นเป็นเพราะว่าในขณะที่เปิดให้ลงทะเบียนมีประชาชนและผู้ที่สนใจลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญยังกำหนดสิทธิ์เพิ่มเพียงแค่ 5 ล้านสิทธิ์เท่านั้น และท้ายที่สุดสิทธิ์ยังเต็มเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง หลังจากมีการเปิดลงทะเบียน

ดีแทค เตรียมส่ง SMS ให้ลูกค้าที่ไม่ได้รับ OTP พร้อมชดเชย 3,500 บาท
www.prachachat.net

แต่ที่เห็นจะเป็นประเด็นร้อนมากที่สุด คือ ผู้ที่ใช้เครือข่ายมือถือดีแทค ได้มีการออกมาร้องเรียนให้ทางเครือข่ายชดเชยค่าเสียหาย เพราะ จากกรณีที่เครือข่ายสัญญาณดีแทค ได้เกิดเหตุขัดข้อง ทั้งในระบบ 1678 call center, dtac application, การรับข้อความรหัส OTP, การชำระเงิน-เติมเงินขัดข้องชั่วคราว ทำให้ประชาชนที่ต้องการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง เฟส2 ไม่สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้ารับสิทธิ์ในโครงการดังกล่าวได้

ซึ่งที่ผ่านมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค นายชารัด เมห์โรทรา ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ว่า ระบบบางส่วนของดีแทค ซึ่งรวมถึงระบบ 1678 call center, dtac application, การรับข้อความรหัส OTP การชำระเงิน เติมเงินได้เกิดการขัดข้อง จึงทำให้ลูกค้าของดีแทคไม่สามารถใช้บริการดังกล่าวในขณะนั้นได้ แต่ในตอนนี้มีบริการบางส่วนอย่าง การจ่ายเงิน เติมเงิน IVR, USSD, OTP ที่สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติ ในขณะเดียวกันก็ยังมีบางบริการ ซึ่งรวมถึงดีแทคแอปพลิเคชันยังคงขัดข้องอยู่ ซึ่งดีแทคกำลังเร่งแก้ไขระบบเพื่อให้กลับมาให้บริการได้ครบทุกบริการโดยเร็วที่สุด

ดีแทค เตรียมส่ง SMS ให้ลูกค้าที่ไม่ได้รับ OTP พร้อมชดเชย 3,500 บาท
www.matichon.co.th

และยังทิ้งท้ายไว้ว่า ดีแทคเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อลูกค้า และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ทั้งนี้ ดีแทคพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศมาตรการชดเชยให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วยการชดเชยมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 3,500 บาท ทั้ง ลูกค้าในระบบเติมเงิน และระบบรายเดือน อาทิ โบนัสเติมเงิน โทรฟรี เน็ตฟรี และส่วนลดเมื่อซื้อโทรศัพท์มือถือ โดยดีแทคจะติดต่อไปยังผู้ใช้บริการดีแทคที่ได้รับผลกระทบ ผ่านทางข้อความ SMS โดยเร็วที่สุด ซึ่งทางดีแทคจะเริ่มทยอยชดเชยให้ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 23 ธันวาคม 2563

ทั้งนี้ เมื่อลูกค้าได้รับ SMS ยืนยันจากดีแทคแล้ว สามารถติดต่อขอรับสิทธิ์ตามมาตรการชดเชย ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการที่ได้รับจะถูกระบุอยู่ใน SMS ที่ส่งมาค่ะ

ข้อมูล : Khaosod

เช็คที่นี่! คนละครึ่งเฟส 2 สิทธิ์เต็ม ภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง

เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. ของวันนี้ เว็บไซต์ คนละครึ่ง.com ได้มีการรายงานว่า ตอนนี้สิทธิ์คนละครึ่งเฟส 2 คงเหลือ 0 สิทธิ์ เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งโครงการคนละครึ่งนั้นเป็นโครงการที่ทางรัฐบาลต้องการช่วยเหลือประชาชนและร้านค้าที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 โดยโครงการนี้รัฐจะช่วยใช้จ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าบางประเภทในราคาครึ่งหนึ่งของจำนวนเต็ม ไม่เกิน 150 บาทต่อวัน หรือสูงสุดไม่เกิน 3,500 บาท ตลอดระยะเวลาที่จัดโครงการ

ซึ่งแต่เดิมในการใช้สิทธิ์คนละครึ่งระยะที่ 1 จะได้รับวงเงิน 3,000 บาท รวมทั้งสิ้น จำนวน 9.5 ล้านคน แต่ระยะที่ 2 จะได้รับวงเงินเพิ่มเป็น 3,500 บาท ซึ่งจำกัดที่ 5 ล้านคนเท่านั้น โดยกระทรวงการคลังได้เปิดให้ประชาชนได้ลงทะเบียนกันในวันนี้ (16 ธันวาคม 2563) ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 23.00 น. ผลปรากฎว่าประชาชนแห่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 เต็มจำนวน 5 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง

คนละครึ่งเฟส 2 สิทธิ์เต็ม ภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง
www.accesstrade.in.th

โดยโครงการนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 เห็นชอบให้กระทรวงการคลังเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง จำกัดวงเงิน 30,000 ล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะผู้ค้ากลุ่มหาบเร่ แผงลอยเพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยมีการเปิดลงทะเบียนครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 และเริ่มมีการใช้จ่ายวันแรกเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2563

ต่อมา ครม. มีมติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 อนุมัติให้กระทรวงการคลังจัดทำโครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 หรือคนละครึ่งเฟส 2 ขึ้นอีกครั้ง เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 โดยจะรับผู้ลงทะเบียนใหม่ไม่เกิน 5 ล้านคน และให้สิทธิ์ผู้ที่ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 2 เอาไว้ ได้กดยืนยันอัตโนมัติจำนวน 10 ล้านสิทธิ์ และได้กำหนดระยะเวลาใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 -31 มีนาคม 2564

คนละครึ่งเฟส 2 สิทธิ์เต็ม ภายในระยะเวลา 2 ชั่วโมง
www.prachachat.net

นอกจากนี้แล้วกระทรวงการคลังยังได้เผยสถิติโครงการคนละครึ่งเฟส 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2563) รายละเอียด ดังนี้

  • ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 970,000 ร้าน
  • ผู้ใช้สิทธิ์ในเฟส 1 รวมทั้งสิ้น 9,537,093 คน
  • ยอดการใช้จ่ายสะสม 43,330.80 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้จ่ายจำนวน 22,156.50 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายจำนวน 21,174.3 ล้านบาท
  • จังหวัดที่มีการใช้จ่ายสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ ,สงขลา ,ชลบุรี ,เชียงใหม่และนครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตามหลายคนพบปัญหาในการลงทะเบียน โดยเฉพาะขั้นตอนการรับรหัสผ่านครั้งเดียว (OTP) ที่มีความล่าช้า เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีคนใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก บวกกับมีบางกระแสบอกว่าเป็นเพราะเครือข่ายใหญ่เครือข่ายหนึ่งเกิดล่มในขณะที่ลงทะเบียน

และในอนาคตจะมีการเปิดลงทะเบียน คนละครึ่งเฟสที่ 3 หรือไม่ ทางเราจะนำมาอัปเดตให้ทุกท่านทราบอีกครั้งค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : BBC NEWS

โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ปรับเงื่อนไข ขยายเวลาใช้สิทธิ์ถึงสิ้นเดือนเมษายน 64

สำหรับในช่วงที่ผ่านประเทศไทยถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 ทั้งในเรื่องของการใช้ชีวิต สุขภาพ รวมไปถึงในเรื่องของเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลจึงได้มีการจัดโครงการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น และ ‘โครงการเราเที่ยวด้วยกัน’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวภายในประเทศไทย

ซึ่งโครงการนี้ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โดยทางรัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักให้ 40% และจำกัดสิทธิ์ที่พักจำนวน 5,000,000 สิทธิ์ และส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน 40% โดยรัฐบาลจะจ่ายคืนให้ทีหลังจำนวน 2,000,000 สิทธิ์

ขยายเวลาใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน
ขยายเวลาใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน www.thairath.co.th

แม้ว่าที่ผ่านมาโครงการเราเที่ยวด้วยกันจะได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ก็ยังเหลือสิทธิ์อีกจำนวนมากเช่นกัน เนื่องจากประชาชนบางส่วนยังไม่มีมั่นใจกับเศรษฐกิจและยังไม่กล้าใช้จ่ายมาก เพราะหวั่นว่าเศรษฐกิจจะซบเซาและจำเป็นต้องเอาเงินสำรองออกมาใช้ ด้วยเหตุผลนี้รัฐบาลจึงได้ประกาศเพิ่มเงื่อนไขและขยายเวลาการใช้สิทธิ์เราเที่ยวด้วยกัน จากเดิมที่ต้องสิ้นสุดในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 เลื่อนไปเป็นวันที่ 31 มกราคม 2564 แทน

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสิทธิ์อีกจำนวน 1 ล้านสิทธิ์ เพื่อเป็นการชดเชยช่วงเดือนเมษายนที่มีเทศกาลวันสงกรานต์ที่ได้รับผลกระจบอย่างหนักจาก โควิด-19

สิทธิ์เดิมจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน

  • ส่วนลดค่าโรงแรมหรือที่พัก 40% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท/ห้อง สูงสุดไม่เกิน 10 ห้องหรือ 10 คืน
  • เมื่อเช็กอินเข้าที่พักช่วงวันจันทร์-วันพฤหัสบดี จะได้รับคูปองมูลค่าสูงสุด 900 บาท (วันศุกร์-วันอาทิตย์ 600 บาท) สำหรับนำไปใช้ที่ร้านอาหาร ,สถานที่ท่องเที่ยว ,ร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก
  • ส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน 40% สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท/คน

และเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบในการปรับปรุงเงื่อนไขและขยายระยะเวลาของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ดังนี้

  • สิ้นสุดระยะเวลาการใช้สิทธิ์วันที่ 30 เมษายน 2564
  • การใช้สิทธิ์ของที่พักสูงสุด 15 คืน หรือ 15 ห้องต่อ 1 สิทธิ์
  • คูปองส่วนลดหลังจากเช็กอินโรงแรม สามารถใช้ได้กับร้านอาหาร ,สถานที่ท่องเที่ยว ,สินค้าที่ระลึก ,ธุรกิจการขนส่ง ,สปาหรือนวดเพื่อสุขภาพ ,รถเช่า/เรือเช่าเพื่อการท่องเที่ยว
  • การคืนตั๋วค่าเครื่องบินปรับวงเงิน 3,000 บาท/ที่นั่ง สำหรับ 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต ,กระบี่ ,พังงา ,สงขลา ,สุราษฎร์ธานี ,เชียงใหม่ และเชียงราย สำหรับจังหวัดอื่น ๆ ยังอยู่ในวงเงิน 2,000 บาทเช่นเดิม
  • ขยายเวลาในการลงทะเบียน 06.00 – 24.00 น.
ปรับเงื่อนไขและขยายเวลาใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน
ปรับเงื่อนไขและขยายเวลาใช้สิทธิ์โครงการเราเที่ยวด้วยกัน www.thairath.co.th

สามารถตรวจสอบขั้นตอนการลงทะเบียนในโครงการเราเที่ยวด้วยกันได้ที่ https://promotions.co.th/travel/update-hotel-reservation-procedure-and-conditions-package-we-travel-together.html

ขอบคุณข้อมูลจาก : Promotions.co.th

งาน Shopping 11.11 คืองานคนโสด มีคู่แต่อยากช้อปทำไง

ใครยังไม่รู้ งาน Shopping 11.11 มีต้นกำเนิดมากจากประเทศจีน ซึ่งคล้ายกันกับที่เรามี Black Friday และ Cyber Monday ที่มีต้นกำเนิดมาจากฝั่งอเมริกาและยุโรปนั่นเอง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นงานที่มาจากประเทศจีน แต่คนไทยก็รับมือและใช้ประโยชน์กับมันได้ทั้งคนซื้อคนขายเลยทีเดียว วันนี้เรามาดูประวัติของงาน Single Day 11.11 กันดีกว่า

งาน Single Day 11.11 ไม่โสด ก็ซื้อของโหดๆได้

แม้ว่างานจะชื่อ 11.11 สำหรับคนโสด แต่ไม่ได้มีเฉพาะคนที่ยังไม่มีแฟนเท่านั้น ซึ่งประวัติความเป็นมาของงานนี้ตั้งแต่ช่วงปี 1990s นักเรียนจีนจะใช้วันดังกล่าวเป็นวันแห่งการซื้อสินค้า จับจ่ายเข้าบ้าน สำหรับความเมามันส์และอาจจะใช้จังหวะนั้นๆ ซื้อของเพื่อที่จะทำให้หายเครียด

แต่ในปัจจุบัน วันงานนี้ ถูกแพร่หลายในประเทศจีน อย่าง Alibaba ก็นำเอามาใช้ในการเปิดแคมเปญลดราคาสินค้า ซึ่งทำให้มียอดขายแบบถล่มทลายในทุกๆปี เลยทีเดียว

เข้ามาในไทยเมื่อไหร่?

งานนี้ เข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา โดยคนแรกที่นำเข้ามาเผยแพร่ก็คือ LAZADA หลังจากที่กวาดยอดขายไปอย่างมหาศาลในวันเดียว มีหลายแบรนด์ดังเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Shopee ที่เริ่มมีงาน 11.11 ตั้งแต่ปี 2017 เพื่อช่วงชิงตลาด

ในปี 2020 นี้ ใครน่าจะเป็นผู้นำ?

สำหรับคนที่กำลังถูกถล่มด้วยข้อมูลอันมหาศาลของงาน 11.11 นี้ เนื่องจากมีแคมเปญหลายพันแคมเปญที่รอให้คนมาซื้อของ และมีอีกเป็นร้อยแบรนด์ดังที่จะมาเปิดขายของในวันดังกล่าว

เราขอแนะนำให้อ่านบทสรุป งาน LAZADA 11.11 สำหรับปี 2020 นี้ เพื่อให้รู้ว่าจริงๆแล้ว ใครเล่นแคมเปญดีที่สุด ลดเยอะที่สุด และซื้อของที่ไหนดีที่สุด

แต่คนที่ยังไม่แน่ใจเรื่องราคาและโปรโมชั่นงาน Single Day ตัวนี้ แนะนำให้ลองเช็คราคากับหลายเว็บไซด์ดูก่อน เพราะยังมีงานอื่นๆอย่าง 12.12 รออยู่ในเดือนธันวาคม ของทุกปี

อ้างอิง https://www.vox.com/the-goods/2019/11/11/20959700/china-singles-day-2019-prime-day-black-friday

กรมอุตุฯเตือน 30 จังหวัดทั่วประเทศ เตรียมรับมือฝนตกหนัก

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน ได้ปกคลุมมายังบริเวณภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยลักษณะเช่นนี้จึงทำให้ทั้งสองบริเวณมีอากาศเย็น และในบางพื้นที่ของประเทศไทยตอนบนยังมีฟ้าฝนที่ฟ้าคะนองตลอดทั้งวันอีกด้วย

สำหรับร่องมรสุมกำลังอ่อนพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ประกอบกันมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ส่งผลให้ภาคใต้ยังคงมีฝนบางแห่งในระยะนี้

โดยสามารถสรุปภาพอากาศของภาคต่าง ๆ ได้ ดังนี้

ภาคเหนือ : อากาศเย็นโดยมีฝนตกร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมาจะอยู่ที่บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และกำแพงเพชร

  • อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 20-23 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 29-30 องศาเซลเซียส
กรมอุตุฯเตือน 30 จังหวัดทั่วประเทศ เตรียมรับมือฝนตกหนัก
กรมอุตุฯเตือน 30 จังหวัดทั่วประเทศ เตรียมรับมือฝนตกหนัก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : อากาศเย็นมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากจะอยู่บริเวณจังหวัดเลย ขอนแก่น มหาสารคาม ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

  • อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 20-22 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 29-33 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง : อากาศเย็นบวกกับฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากอยู่ที่บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี

  • อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 21-23 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 31-33 องศาเซลเซียส

กรุงเทพฯและปริมณฑล : มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่

  • อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 23-24 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 31-33 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก : มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

  • อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 23-24 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 31-33 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) : มีเมฆเป็นส่วนมาก กับฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อยู่ที่บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และปัตตานี

  • อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 23-25 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 30-33 องศาเซลเซียส
  • ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) : เมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อยู่ที่จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

  • อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 23-24 องศาเซลเซียส
  • อุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 31-33 องศาเซลเซียส
  • ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ในช่วงนี้ก็ขอให้ประชาชนทุกภาคของประเทศไทยระมัดระวังตัวเองในการเดินทาง และดูแลสุขภาพ พร้อมทั้งเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยนะคะ

ประกาศเรื่องพายุโซนร้อนโคนี จาก กรมอุตุนิยมวิทยา
ประกาศเรื่องพายุโซนร้อนโคนี จาก กรมอุตุนิยมวิทยา

และในขณะนี้พายุที่ถือว่าต้องจับตามองเป็นพิเศษนั่นก็คือ ‘พายุไต้ฝุ่นโคนี’ เป็นพายุระดับ 5 ที่บริเวณด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนตอนใต้ตอนกลางในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 และอาจมีแนวโน้มว่าจะเคลื่อนเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และใกล้ชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2563 ทั้งนี้ก็ขอให้ประชาชนทุกคนติดตามข่าวสารเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยในพื้นที่ของกรุงเทพฯ ตอนนี้ยังมีแอปพลิเคชั่นสำหรับการติดตามข่าวสารพื้นที่ที่มีฝนตกหนักได้ เช่น JS100 ,ThaiWater ,RainViewer เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา ,Promotions.co.th 

จับตาดู! ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส อาจพุ่งชนโลก ใน 48 ปีข้างหน้า

มาไวกว่าเดิมแบบครึ่งต่อครึ่ง! สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผย นักดาราศาสตร์ต่างจับตามอง ‘ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส’ 1 ใน 3 ของดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาสพุ่งชนโลก ในรอบ 100 ปี

แต่เมื่อไม่นานมานี้ นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ได้ให้การเปิดเผยถึงการเปลี่ยนของแปลงวงโคจรของอะโพฟิสว่าอาจะมีโอกาสพุ่งชนโลกประมาณวันที่ 12 เมษายน 2611 หรือประมาณ 48 ปีข้างหน้า

โดยดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นพบไปเมื่อปี 2004 ซึ่งดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีขนาดเท่ากับสนามฟุตบอล 3 สนาม และแต่เดิมนักวิทยาศาตร์ ระบุไว้ว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้จะมีโอกาสพุ่งชนโลกเพียงแค่ 2.4% เท่านั้น กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ได้ลดโอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลกเหลือเพียง 0%

ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส อาจพุ่งชนโลก ใน 48 ปีข้างหน้า
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส อาจพุ่งชนโลก ใน 48 ปีข้างหน้า

Dave Tholen ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์ประจำสถาบันดาราศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาวาย ผู้ที่ได้ติดตามดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสมามากกว่า 16 ปี ได้ทำการอธิบายผลสำรวจล่าสุดว่า ‘การเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยเกิดจากการดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์ เรียกว่า ยาคอฟสกีเอฟเฟค ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสที่แต่เดิมได้มีอการคำนวณไว้ปีละ 170 เมตร ซึ่งมากพอที่จะมีโอกาสพุ่งชนโลกในปี 2611’ ซึ่งนั่นก็เกิดจากการที่ดาวเคราะห์น้อยเบี่ยงเส้นทางการเคลื่อนที่ และเร่งความเร็วขึ้นจากเดิม

ซึ่งดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส เป็นดาวเคราะห์ที่มีโอกาสเสี่ยงจะพุ่งชนโลกมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากดาวเคราะห์น้อย 101955 เบนนู และดาวเคราะห์น้อย 1950 DA อย่างไรก็ตามองค์การนาซ่า ได้ระบุเพิ่มเติมไว้ว่า ‘แรงโน้มถ่วงของโลกอาจทำให้ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสที่เคลื่อนตัวห่างจากโลกราว 30,000 กิโลเมตร ทำให้เปลี่ยนทิศทางหรือส่งผลต่อพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยได้”

และการเข้าใกล้โลกในครั้งถัดไปของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส คือในวันที่ 13 เมษายน 2572 ซึ่งนั่นก็อาจจะทำให้สามารถมองเห็นดาวเคราะห์น้อยได้ด้วยตาเปล่า และนักดาราศาสตร์ต่างเฝ้ารอโอกาสนี้เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการคำนวณวงโคจรอย่างแม่นยำ และทำให้ทราบผลของแรงโน้มถ่วงและแสงอาทิตย์ที่มีผลต่อวงโคจรของอะโพฟิส

หากในปี พ.ศ. 2611 ดาวน้อยดวงนี้จะพุ่งชนโลกจริง ก็มีการคาดการณ์ว่าจะตกลงบริเวณพื้นที่แถบยุโรป และจะมีความรุนแรงของพลังระเบิดเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 1,200 ล้านตัน หรือมีความรุนแรงเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาประเทศญี่ปุ่นมากถึง 80,000 ลูก

ขอบคุณข้อมูลจาก : Sanook 

ฝรั่งเศส ประกาศล็อกดาวน์อย่างน้อย 1 เดือน หลังยอดผู้ติดโควิด-19 พุ่ง!

สถานการณ์ทั่วโลกที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เริ่มแพร่ระบาดไปเมื่อช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าหลาย ๆ ประเทศ จะเริ่มมีตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่เริ่มลดน้อยลง แต่บางประเทศกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

เช่นตอนนี้ที่ประเทศฝรั่งเศส ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ก็ได้ออกมาประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่งประเทศเป็นครั้งที่ 2 ระยะเวลาในการใช้มาตรการไม่น้อยกว่า 1 เดือน เนื่องจากตอนนี้ที่ประเทศฝรั่งเศสได้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่มีความรุนแรงขึ้นจากเดิม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประเทศฝรั่งเศส
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประเทศฝรั่งเศส ภาพจาก : www.thairath.co.th/news/foreign/1963994

โดยขณะนี้ที่ประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับการระบาดระลอกที่ 2 โดยมีผู้เสียชีวิตรายวันในระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งเมื่อวันอังคารที่มา ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 33,000 ราย ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งวัน ซึ่งนายมาครงยังเตือนอีกว่าประเทศนี้กำลังเสี่ยงจะถูกครอบงำโดยการระบาดระลอกที่ 2 ที่มีความรุนแรงจากครั้งแรกแบบเท่าตัว

ซึ่งมาตรการล็อกดาวน์นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2563 และประชาชนจะได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีธุระสำคัญ หรือมีเหตุผลทางการแพทย์เท่านั้น โดยจะต้องมีเอกสารรับรอง พร้อมทั้งกรอกแบบฟอร์มการเดินทางทุกครั้งเหมือนกับการล็อกดาวน์ครั้งที่ผ่านมา และห้ามรวมกลุ่มชุมนุมกันเพื่อก่อให้เกิดความเสี่ยงเด็ดขาด นอกจากนี้ธุรกิจต่าง ๆ เช่น ร้านอาหาร ผับ และบาร์ต่าง ๆ จะถูกปิด แต่สถาบันการศึกษาหรือโรงเรียนต่าง ๆ รวมไปถึงการให้บริการสาธารณะโดยเฉพาะรถระบบขนส่งมวลชน และโรงงานอุตสาหกรรมจะยังเปิดทำการตามปกติ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนต่อไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ฝรั่งเศส ประกาศล็อกดาวน์อย่างน้อย 1 เดือน
ฝรั่งเศส ประกาศล็อกดาวน์อย่างน้อย 1 เดือน ภาพจาก : www.news.pts.org.tw/article/498674

เช่นเดียวกันกับในบางพื้นที่ของประเทศเยอรมนี นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ก็เพิ่งประกาศเรื่องการใช้มาตรการล็อกดาวน์ควบคุมโรคเช่นกัน โดยจะทำการล็อกดาวน์เป็นเวลา 4 สัปดาห์ตลอดช่วงเดือนพฤศจิกายน และมีการทวนเรื่องการใช้มาตรการอีกครั้งในทุก ๆ 2 สัปดาห์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป ร้านอาหาร ผับ บาร์ จะหยุดให้บริการเพื่อไม่ให้ประเทศเกิดภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ส่วนโรงเรียนยังคงเปิดทำการตามปกติ และนอกจากนี้ก็ขอความร่วมมือจากประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และจำกัดการรวมตัวในที่สาธารณะไม่ให้เกิน 2 ครัวเรือน พร้อมทั้งมีมาตรการรักษาความสะอาดที่เข้มงวดขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามแม้ในประเทศไทยจะไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มภายในประเทศ แต่เราก็ยังคงต้องเฝ้าระวังและทำตามกฎข้อบังคับต่าง ๆ อย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพื่อเป็นการระมัดวังระวังตัวเอง และเพื่อไม่ให้โควิด-19 กลับมาระบาดซ้ำในประเทศอีกรอบ

ขอบคุณข้อมูลจาก : Sanook 

คอหวยแห่ขอโชคเรือเก๋งจีนอายุ 300 ปี หลังให้โชค 20 งวดติด

เรื่องการเสี่ยงโชคหรือการเสี่ยงดวงบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ ค่ะ ทั้งนี้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็อยู่กับความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละคน บางคนก็นำความฝันต่าง ๆ มาตีเป็นเลข บางคนก็ซื้อเลขเดิมซ้ำ ๆ จนกว่าจะถูก หรือบางคนเดินไปหยิบหวยสักใบเล่น ๆ แต่กลับถูกขึ้นมาซะอย่างนั้น แต่ก็อย่างที่บอกว่าเรื่องโชคชะตามันไม่เข้าใครออกใคร

อย่างวันนี้ข่าวที่เราจะนำเสนอคงถูกใจคอหวยไม่น้อย วันนี้เราพาไปที่อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท เมื่อช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 29 ตุลาคม 2563 คอหวยกว่า 50 ชีวิต ต่างพากันมารวมตัวที่ศาลาเรือโบราณ ภายในเขตของวัดโพธาราม หรือวัดหลวงพ่อผอม อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งภายในศาลาเรือโบราณจะมีทเรือไม้ตะเคียนทองและเรือเก๋งจีนไม้สักทอง ที่มีอายุรวมกันกว่า 1,000 ปี ตั้งอยู่ แต่ที่สร้างความศรัทธาให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างพากันมามุง ขัด ๆ ถู ๆ กันอยู่นั้น นั่นก็คือ เรื่อเก๋งจีนที่มีอายุกว่า 300 ปี โดยที่ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทุกคนต่างพากันถูกหวยกันถ้วนหน้ากว่า 20 งวดติด! เรื่องแบบนี้ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อจริง ๆ แหละคุณ

แห่ขอโชคเรือเก๋งจีนอายุ 300 ปี หลังให้โชค 20 งวดติด ที่ จังหวัดชัยนาท
แห่ขอโชคเรือเก๋งจีนอายุ 300 ปี หลังให้โชค 20 งวดติด ที่ จังหวัดชัยนาท

ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงวันหวยออกอีกรอบ ชาวบ้านที่มีใจศรัทธาและชาวบ้านที่ถูกหวยเมื่องวดที่แล้ว จึงพากันมาแก้บนด้วยการนำชุดไทยมาวางถวายตั้งเรียงรายกันเต็มทั้งหน้าเรือและท้ายเรือ ซึ่งจากการสอบถาม ศาลาเรือโบราณแห่งนี้ได้ให้โชคกับนักเสี่ยงดวงมาแล้วแบบนับไม่ถ้วน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดวงของแต่ละคน เพราะบางคนก็ถูกหลักพันแต่บางคนโชคดีหน่อยก็ถูกกันไปจนถึงหลักล้าน! ส่วนในครั้งนี้คอหวยที่เซียน ๆ แอบกระซิบมาว่าเห็นเลขเด็ดเป็นเลข 5 เข้ามาประกอบกับ 53,35,25 ส่วนเลขรองหลายคนเห็นเป็น 27 เด่นลอยมาแบบชัด ๆ แบบไม่มีกั๊ก ทำให้หลายคนต่างพากันยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเพื่อเก็บไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดที่กำลังจะถึง จะถูกซ้ำเป็นงวดที่ 21 หรือไม่ยังไงก็ต้องรอดูกันในงวดนี้ แต่ถึงอย่างไรก็หวังว่าเรือเก๋งจะพาโชคลาภมาสู่ทุกคนนะคะ

แต่ทั้งหมดที่นำมาเสนอไม่ได้มีเจตนาจะยั่วยุ หรือชี้ทางที่งมงายให้กับทุกคนแต่อย่างใด เพียงแค่ต้องการเสนอมุมมองในเรื่องของความเชื่อ และการเสี่ยงดวงให้กับคนที่สนใจเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก : Sanook

องค์การอนามัยโลก เผยมีผู้ติดโควิด-19 เกือบ 3 ล้านคนทั่วโลกในช่วง 7 วันที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่ถือได้ว่าตึงเครียดมากที่สุดในโลกตอนนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้น ‘สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19’ อย่างแน่นอน ซึ่งสถานการณ์นี้เกิดขึ้นแบบจริงจังราว ๆ ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่าน ตอนนี้ก็ผ่านมาร่วมกว่า 10 เดือนแล้ว แต่สถานการณ์กลับไม่เบาบางลง มิหนำซ้ำหลายประเทศใหญ่ ๆ กลับทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วย

ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสทั่วโลกเพิ่มอีก 2.8 ล้านคน ในช่วงระยะ 7 วันที่ผ่านมา และมียอดผู้ติดเสียชีวิตเพิ่มอีก 40,000 ราย และ WHO ยังเผยอีกว่า ยุโรปมีอัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ด้วยจำนวนมากถึง 1.3 ล้านคน คิดเป็น 33 เปอร์เซ็นต์จากสัปดาห์ก่อน และคิดเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลก

มีผู้ติดโควิด-19 เกือบ 3 ล้านคนทั่วโลกในช่วง 7 วันที่ผ่านมา
ยอดผู้ติดโควิด-19 พุ่งเกือบ 3 ล้านคนทั่วโลกในช่วง 7 วัน ภาพจาก : www.sondhitalk.com/2020/03/04/2767

นอกจากนี้ในแถบอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และแอฟริกา ต่างก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันทางแถบแปซิฟิกตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดน้อยลง ส่วนในประเทศอินเดียมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในช่วง 7 วันที่ผ่าน ตามมาด้วยสหรัฐฯ ฝรั่งเศส บราซิล และอังกฤษ

สำหรับในประเทศสหรัฐฯ มีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มมากกว่า 8.8 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 227,000 ราย โดยในช่วง 7 วันที่ผ่านมานั้นมีผู้ติดเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 คน หรือราว ๆ 70,000 รายต่อวัน สำหรับรัฐที่ต้องจับตาในสถานโควิด-19 ระบาด ได้แก่ อิลลินอยส์ ที่เป็นพิกัดใหม่ที่มีการระบาดด้วยยอดผู้ติดเชื้อกว่า 31,000 รายในช่วง 7 วันที่ผ่านมา จนทางผู้ว่าการฯ ต้องประกาศมาตรการควบคุมการระบาดในหลายพื้นที่ ทั้งยังห้ามรวมกลุ่มเกิน 25 คนตามบาร์และร้านอาหาร ขณะเดียวกันที่รัฐเท็กซัส วิสคอนซิน และแคลิฟอร์เนีย ก็พบการระบาดใหม่เพิ่มสูงเช่นกัน

สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย
สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ภาพจาก : www.thaihitz.com

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยนั้น พบผู้ป่วยเพิ่ม 4 ราย ใน State Quarantine โดยทั้ง 4 รายเป็นผู้ป่วยที่เดินทางกลับจากประเทศ ดังนี้ เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น 1 ราย มีอาการไอ มีเสมหะ,เดินทางกลับจาก UAE 1 ราย มีอาการไอและปวดศีรษะ ,เดินทางกลับจากคูเวต 1 ราย ไม่มีอาการ และอีกหนึ่งรายเดินทางกลับจากคูเวต เคยมีประวัติป่วยเป็นโควิด-19 มาก่อน

อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะไม่มีการพบเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศ แต่ทุกคนก็ยังคงต้องเฝ้าระวังตัวเองเช่นเดิม ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย การหลีกเลี่ยงไปในสถานที่แออัด ล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับสิ่งของสาธารณะ และหากใครที่จำเป็นต้องเดินทางไป-กลับต่างประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการและระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม

ขอบคุณข้อมูลจาก : Voathai